การแยกลักษณะของหุ้น เพื่อให้ทราบถึงความแตกต่าง ในหุ้นแต่ละชนิด การเข้าใจรายละเอียดเหล่านี้ จะเป็นแนวทางสำหรับช่วย ให้นักลงทุนตัดสินใจได้มากยิ่งขึ้น ลักษณะของหุ้น แบ่งเป็นอะไรบ้าง หาคำตอบไปพร้อมกัน ได้ที่บทความนี้
ลักษณะพื้นฐานของหุ้น มีอะไรบ้าง ?
การแยกลักษณะของหุ้น ในตัวหุ้นแบบพื้นฐาน จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ก็คือ หุ้นสามัญ ที่มีชื่อเรียกตรงตัว มีลักษณะเหมือนกับหุ้นธรรมดาทั่วไป และ หุ้นบุริมสิทธิ ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยิน หรือนักลงทุนมือใหม่อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นกันนัก
ซึ่งเจ้าหุ้น 2 ประเภท ที่มีลักษณะเป็นหุ้นคล้ายๆกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันพอสมควรอยู่ เราจะมาแจกแจงข้อมูลให้ทราบกัน ถึงความแตกต่าง รวมถึงสิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ การแยกลักษณะของหุ้น เพื่อเป็นความรู้ในการลงทุนต่อไป
ลักษณะของ หุ้นสามัญ

หุ้นสามัญ (Common Stock) คือ ตราสาร ที่บริษัทเป็นคนออกให้แก่ผู้ซื้อหุ้น ผู้ซื้อหุ้นสามัญ จะได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของบริษัทแห่งนั้น [1] รวมถึงมีส่วนได้ส่วนเสีย กับการดำเนินกิจการ ทรัพย์สิน ทรัพยากร ทั้งหมดของบริษัท
ผู้ที่ซื้อหุ้นสามัญ จะคล้ายกับการเป็นเจ้าของในบริษัทนั้น ในสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ตามหุ้นที่ถือ เช่น ซื้อหุ้นของบริษัท A รวมแล้วทั้งหมด 10% จากหุ้นทั้งหมด หมายความว่าผู้ซื้อได้กลายเป็นเจ้าของ 10% ของบริษัท รวมถึงการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด
ในการถือหุ้นสามัญ ผู้ที่ถือก็จะได้รับสิทธิ์ ประโยชน์ต่างๆ สิ่งที่สามารถทำได้ รวมถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยรายละเอียดที่สำคัญของ การถือหุ้นสามัญ มีดังต่อไปนี้
- ได้เป็นเจ้าของในบริษัทที่ถือหุ้น ตามสัดส่วน % ที่ถืออยู่
- มีสิทธิ์ในการออกเสียง เพื่อตอบสนองต่อการบริหารจัดการ รวมถึงการกำหนดทิศทางของบริษัท สิทธิ์ในการออกเสียงจะมีมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการถือ % ของหุ้นนั้น
- ได้รับผลตอบแทนจากการเติบโต เมื่อบริษัทประกอบกิจการเติบโตขึ้น ผู้ที่ถือหุ้นทุกคนจะได้รับประโยชน์จากหุ้นที่เติบโต มากน้อยตามสัดส่วนของผลประกอบการ
- ได้รับเงินปันผล การปันผลมีทั้งแบบรายปี หรือในช่วงระยะเวลาหลายเดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละชนิด บางหุ้นก็อาจมีการปันผลที่ตายตัว แน่นอน บางหุ้นก็อาจจะไม่มีการปันผล ก็มีด้วยเช่นเดียวกัน
- ราคาของหุ้นมีความผันผวนที่สูง เนื่องจากผลประกอบการของธุรกิจ อาจทำให้ราคาขยับขึ้น หรือลงได้ตลอดเวลา
- มีความเสี่ยง อะไรก็เกิดขึ้นได้กับการลงทุน คล้ายกับการแข่งขันฟุตบอล ที่เกมอาจจะพลิกเมื่อไหร่ก็ได้ การลงทุนโดย หุ้นสามัญ มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ที่นักลงทุนควรพึงตระหนัก
- เมื่อบริษัทเลิกกิจการ อาจเสี่ยงต่อการสูญเงินทั้งหมดได้ เนื่องจากการคืนหลังจากบริษัทปิดตัว จะคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก่อน จากนั้นสินทรัพย์ของบริษัทที่เหลือ จึงจะนำมาคืนแก่ผู้ถือหุ้นสามัญ
ประโยชน์หลักๆ ของหุ้นสามัญ ก็คือการได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าของ รวมถึงสามารถออกเสียง เกี่ยวกับการดำเนินงาน ทิศทางของบริษัทได้ มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น จากการเติบโตของหุ้น แต่ก็มีผลเสียต่างๆ โดยเฉพาะความเสี่ยง ที่อาจทำให้สูญเงินลงทุนทั้งหมดไปได้
ลักษณะของ หุ้นบุริมสิทธิ

หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือ ตราสาร ที่ทางบริษัทออกให้แก่ผู้ซื้อหุ้น ผู้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ จะมีสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบริษัท เช่นเดียวกับการถือหุ้นสามัญ แต่จะได้รับเงินปันผลที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว และจะได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเสมอ [2]
ผู้ที่ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ จะได้รับสิทธิ์ต่างๆ คล้ายกับการซื้อหุ้นสามัญ โดยจะได้เป็นเจ้าของในกิจการเหมือนกัน ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของหุ้นเช่นเดียวกัน แถมได้รับเงินปันผลที่ค่อนข้างแน่นอน แต่ก็ไม่สามารถออกเสียงใดๆได้
ในการถือหุ้นบุริมสิทธิ ก็จะมีประโยชน์ต่างๆ สิ่งที่สามารถทำได้ รวมถึงข้อเสียเช่นเดียวกัน โดยรายละเอียดที่สำคัญของ การถือบุริมสิทธิ มีดังต่อไปนี้
- ได้สิทธิ์เป็นเจ้าของในบริษัท ที่ได้ถือหุ้นอยู่ตามสัดส่วนเปอร์เซ็นต์
- ได้รับผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท เมื่อการประกอบกิจการได้รับผลกำไร บริษัทมีการเติบโต หุ้นก็จะเติบโตมากตามไปด้วย
- ได้รับเงินปันผลที่แน่นอน ซึ่งจะถูกกำหนดเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยส่วนใหญ่จะเป็นรายปี ผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินปันผล เป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่คงตัว ตามที่ได้กำหนดไว้
- เงินปันผลตามที่ได้กล่าวมา จะได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญเสมอ เป็นข้อได้เปรียบของผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ เพราะหากเงินปันผลนั้นมีจำกัด ก็อาจจะส่งผลให้ผู้ที่ถือหุ้นสามัญไม่ได้รับ
- ราคาของหุ้นชนิดนี้ มักมีความผันผวนที่น้อยกว่า ราคาส่วนใหญ่จะถูกกำหนดโดยผู้ออกหุ้น ซึ่งจะมีความผันผวนน้อย เมื่อเทียบกับหุ้นสามัญ
- หากบริษัทปิดกิจการ ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกนำมาคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิก่อน เทียบเท่ากับมูลค่าของหุ้นที่ได้ถืออยู่ จึงทำให้ลดความเสี่ยงในการสูญเงินทั้งหมดไปได้
- ไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงใดๆ ผู้ถือหุ้นนี้จะไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ในการออกเสียง การกำหนดทิศทางของบริษัทได้
- มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน อย่างไรเสียหุ้นทุกชนิดนั้น ก็ย่อมมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ความเสี่ยงนี้อาจทำให้การลงทุนไม่ได้รับผลกำไร หรือทำให้ขาดทุนได้เช่นกัน
ประโยชน์หลักของหุ้นบุริมสิทธิ ก็คือผลตอบแทน หรือการปันผล ที่ค่อนข้างตายตัว คล้ายกับการได้รับดอกเบี้ย รวมถึงยังได้รับการเติบโตไปพร้อมกับหุ้น แต่ถึงจะไม่ได้มากเท่าหุ้นสามัญ แต่ถือว่าหุ้นบุริมสิทธินั้น มีความเสี่ยงที่น้อยกว่า
เปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่าง หุ้นสามัญ กับ หุ้นบุริมสิทธิ
การแยกลักษณะของหุ้น เพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างของทั้ง 2 ประเภทนี้ ในหัวข้อนี้เราจะนำหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้มาเปรียบเทียบความแตกต่าง เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
- หุ้นสามัญไม่มีการปันผลที่แน่นอน แต่หุ้นบุริมสิทธิ มีการปันผลที่แน่นอนตายตัว
- หุ้นสามัญสามารถออกเสียงได้ แต่หุ้นบุริมสิทธิ ไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียงใดๆ
- หุ้นสามัญมีการเติบโตของหุ้น สอดคล้องกับธุรกิจ ส่วนหุ้นบุริมสิทธิ เติบโตเช่นกัน แต่ในอัตราส่วนที่น้อยกว่า
- หุ้นสามัญมีราคาซื้อขาย ที่ถือว่าค่อนข้างผันผวน แต่หุ้นบุริมสิทธิ มีการผันผวนในราคาซื้อขายที่น้อยกว่า
- เมื่อเกิดการเลิกกิจการ หุ้นสามัญนั้นจะต้องรอ การคืนสินทรัพย์ให้แก่ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ จนครบทุกคนก่อน สินทรัพย์เหลือเท่าไหร่จึงนำมาคืนแก่ ผู้ถือหุ้นสามัญ ในตอนท้ายสุด
- หุ้นสามัญสามารถหาซื้อขายได้ทั่วไป แต่หุ้นบุริมสิทธินั้น จะถูกออกในจำนวนที่จำกัด และมีความเฉพาะเจาะจง กับนักลงทุนรายบุคคลมากกว่า
- หุ้นสามัญมีความเสี่ยงสูงกว่า หุ้นบุริมสิทธิ
ทั้งหมดนี้ก็คือ ข้อแตกต่างระหว่าง ลักษณะของหุ้นทั้ง 2 ประเภทเกี่ยวกับ การแยกลักษณะของหุ้น ตามที่เราได้กล่าวมา ซึ่งก็มีข้อดีและข้อเสีย แตกต่างกันออกไปบ้าง ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ ต่อผู้ที่ต้องการเข้าใจในตัวหุ้นมากขึ้น รวมถึงเป็นแนวทาง สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อหุ้น
การแยกลักษณะของหุ้น กับขนาดไซส์ของบริษัท

ไม่ว่าจะเป็นวัตถุใดๆ หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ มนุษย์มักจะนำเอามากำหนดขนาดอยู่เสมอ ขนาดเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นในภาพรวม รวมถึงใช้สำหรับการประเมิน การแยกลักษณะของหุ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการลงทุนได้ส่วนหนึ่ง
การแยกลักษณะของหุ้น หุ้นที่มีขนาดใหญ่
หุ้นขนาดใหญ่ เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนของมูลค่าทั้งหมด ในระดับที่สูงมาก โดยหุ้นขนาดใหญ่นี้ ถูกกำหนดให้มีมูลค่าในระดับหลายหมื่นล้านบาทขึ้นไป โดยตัวอย่างหุ้นที่มีขนาดใหญ่ มีดังต่อไปนี้
ตัวอย่างหุ้นที่มีขนาดใหญ่ ในต่างประเทศ
- Microsoft Corporation (MSFT) มูลค่าทั้งหมด 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคา 421.9ดอลลาร์สหรัฐ
- Apple lnc. (AAPL) มูลค่าทั้งหมด 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคา 176.6ดอลลาร์สหรัฐ
- NVIDIA Corporation (NVDA) มูลค่าทั้งหมด 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคา 881.9ดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา: Trading View หุ้นขนาดใหญ่ของ USA มูลค่า และราคาซื้อขาย ณ วันที่ 14 เมษายน 2567 [3]
ตัวอย่างหุ้นที่มีขนาดใหญ่ ในประเทศไทย
- PTT Public Company (PTT) มูลค่าทั้งหมด 992.5 ล้านบาท ราคา 34.6บาท
- Airports of Thailand Public Company (AOT) มูลค่าทั้งหมด 953.6 ล้านบาท ราคา 66.8บาท
- Delta Electronics (DELTA) มูลค่าทั้งหมด 951.1 ล้านบาท ราคา 76.3บาท
ที่มา: Trading View หุ้นขนาดใหญ่ของไทย มูลค่า และราคาซื้อขาย ณ วันที่ 14 เมษายน 2567 [4]
การแยกลักษณะของหุ้น หุ้นที่มีขนาดกลาง
หุ้นขนาดกลาง เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนของมูลค่าทั้งหมด น้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ โดยมูลค่านั้นอยู่ในช่วงประมาณหมื่นล้านบาทต้นๆ หรืออาจต่ำกว่านั้น ซึ่งหุ้นขนาดกลาง ไม่ได้ถูกจำกัดว่ามีการเติบโตที่น้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่
การแยกลักษณะของหุ้น หุ้นที่มีขนาดเล็ก
หุ้นขนาดเล็ก เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนมูลค่าทั้งหมด ลดน้อยลงมากอีก น้อยกว่าหุ้นขนาดกลาง และหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นขนาดเล็กอาจเป็นบริษัทที่เรามักไม่ค่อยคุ้นตากัน โดยเราก็จะยกตัวอย่างของหุ้นขนาดเล็ก มาบางตัวอย่างดังนี้
ตัวอย่างหุ้นที่มีขนาดเล็ก ในต่างประเทศ
- Single Point lnc. (SING) มูลค่ารวมทั้งหมด 2,564,490ดอลลาร์สหรัฐ ราคาซื้อ 0.226ดอลลาร์สหรัฐ
- Jeffs' Brands Ltd (JFBR) มูลค่ารวมทั้งหมด 3,734,040ดอลลาร์สหรัฐ ราคาซื้อ 0.314ดอลลาร์สหรัฐ
- Ascent Solar Technologies lnc. มูลค่ารวมทั้งหมด 4,928,200ดอลลาร์สหรัฐ ราคาซื้อ 0.129ดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา: Trading View หุ้นขนาดเล็กของ USA มูลค่า และราคาซื้อขาย ณ วันที่ 14 เมษายน 2567 [5]
ตัวอย่างหุ้นที่มีขนาดเล็ก ในประเทศไทย
- Urbana Property Fund (URBNPF) มูลค่ารวมทั้งหมด 25.9ล้านบาท ราคาซื้อ 0.36บาท
- Hydrotek Public Company Limited (HYDRO) มูลค่ารวมทั้งหมด 124.7ล้านบาท ราคาซื้อ 0.24บาท
- Thai Nondestructive Testing Public (TNDT) มูลค่ารวมทั้งหมด 144.6ล้านบาท ราคาซื้อ 0.21บาท
ที่มา: Trading View หุ้นขนาดเล็กของไทย มูลค่า และราคาซื้อขาย ณ วันที่ 14 เมษายน 2567 [6]
การแยกลักษณะของหุ้น ในประเภทการดำเนินการของธุรกิจ
การแยกลักษณะของหุ้น ยังมีการแยกลักษณะออกเป็นประเภทต่างๆ ไปอีกหลากหลายประเภท ที่จะมีลักษณะการดำเนินกิจการ ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านสินค้า และการบริการต่างๆ โดยมีประเภทหลักๆที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
หุ้นประเภทสุขภาพ

หุ้นสุขภาพ ถือเป็น การแยกลักษณะของหุ้น ที่เป็นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของ โรงพยาบาล โรงงานผลิตสินค้าทางการแพทย์ ยารักษาโรค ยาสมุนไพร อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ ตั้งแต่ถุงมือ มีดสำหรับแพทย์ ไปจนถึงเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย อ่านรายละเอียดเชิงลึกได้ที่ ลงทุนหุ้นสุขภาพ
หุ้นประเภทเทคโนโลยี

หุ้นเทคโนโลยี ถือเป็น การแยกลักษณะของหุ้น ที่เป็นหุ้นเกี่ยวกับความทันสมัย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่เกิดมาจากเทคโนโลยี อย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ ระบบ AI และสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ อ่านรายละเอียดเชิงลึกได้ที่ ลงทุนหุ้นเทคโนโลยี
หุ้นประเภทพลังงาน

หุ้นพลังงาน ถือเป็น การแยกลักษณะของหุ้น ที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิง พลังงาน ที่มีการใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น น้ำมัน ปิโตรเลี่ยม แก๊สธรรมชาติ สารเคมีสำหรับเชื้อเพลิง และอื่นๆ ที่ถูกนำมาใช้เผาผลาญ ให้เกิดประโยชน์ตามมา อ่านรายละเอียดเชิงลึกได้ที่ ลงทุนหุ้นพลังงาน
หุ้นประเภทเกษตรกรรม

หุ้นเกษตร ถือเป็น การแยกลักษณะของหุ้น ที่เกี่ยวข้องกับผลผลิต และการแปรรูปในสินค้าเกษตร ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าสำหรับบริโภค ตัวอย่างคือ ผลไม้ ผัก สินค้าจากปศุสัตว์ และสินค้าที่นำมาแปรรูปต่อ อย่างอาหารกระป๋อง เส้นบะหมี่ อ่านรายละเอียดเชิงลึกได้ที่ ลงทุนหุ้นเกษตร
สรุป การแยกลักษณะของหุ้น กับสิ่งที่แยกย่อยลักษณะของหุ้นลงไปอีก
การแยกลักษณะของหุ้น ถูกจัดหมวดหมู่ แยกย่อยไปอีกมากมายไม่รู้จบ การทำความเข้าใจลักษณะ รายละเอียต่างๆของหุ้นเหล่านี้ จะช่วยเป็นข้อมูลเพื่อประกอบการลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนทุกชนิดย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีในหุ้นที่ต้องการลงทุน
อ้างอิง
[1] SET Invest Now. (2020-2024). หุ้นสามัญ (Common Stock). Retrieved from setinvestnow
[2] SET Invest Now. (2020-2024). หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock). Retrieved from setinvestnow
[3] TradingView. (April 14, 2024). US Stocks Large Cap. Retrieved from tradingview
[4] TradingView. (April 14, 2024). หุ้นไทย ขนาดใหญ่. Retrieved from tradingview
[5] TradingView. (April 14, 2024). US Stocks Small Cap. Retrieved from tradingview
[6] TradingView. (April 14, 2024). หุ้นไทย ขนาดเล็ก. Retrieved from tradingview